‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่กลยุทธ์ แต่คือ ‘วิธีอยู่รอด’

คุณเห็นด้วยกับประโยคนี้ไหม?

บ่ายวันหนึ่งเราเดินเข้าสู่ห้องประชุมของ SC Asset ที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศของการทำงานที่เฟรนด์ลีแต่ก็ส่งพลังที่ฮึกเหิมในเชิงธุรกิจ คุณสุดารัตน์ เจริญเกตุมงคล หรือ ‘พี่ดิว’ Senior Executive Vice President Sustainable SC Asset ต้อนรับเราด้วยรอยยิ้ม และแววตาแน่วแน่ของคนที่ผ่านการเดินทางมายาวนาน

จากประสบการณ์และงานที่ทำ คุณสุดารัตน์ไม่ใช่ผู้บริหารที่พูดถึง ‘ความยั่งยืน’ แบบดาษดื่น แต่เป็นคนที่ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตทำงานกับมันจริงๆ ผ่านทั้งความสำเร็จ การล้มเหลว การเรียนรู้ และการกลับมายืนใหม่

“สำหรับพี่ ความยั่งยืนคือการยืนระยะอยู่ได้ยาวนาน” คุณสุดารัตน์ว่า

“ซึ่งอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ในมุมธุรกิจ แต่รวมถึงคนรอบตัวเรา โลกที่เราอาศัยอยู่ และระบบที่ทำให้ทั้งหมดนี้เดินหน้าต่อไปได้” คำตอบสั้นๆ แต่หนักแน่นนั้นทำให้เราเข้าใจทันทีว่า สำหรับเธอแล้ว ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น ‘วิธีอยู่รอด’ ในโลกที่การทำธุรกิจคือการแข่งขัน เมื่อพูดถึงการทำงานจริง คำว่า ‘ความยั่งยืน’ ฟังดูใหญ่เกินกว่าที่ใครจะเริ่มต้นได้ แต่คุณสุดารัตน์บอกว่า เธอมักชวนทีมกลับมาใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ‘Materiality Matrix’

แน่นอนว่า เวลาเด็กๆ หรือทีมงานรุ่นใหม่เสนอโปรเจกต์ ความคิดของพวกเขาจะพุ่งไปไกล แต่สิ่งที่เขามักถามตัวเองไม่ทัน คือ พวกเขาควร ‘เริ่ม’ จากตรงไหน เพราะกรอบคิดนี้ช่วยให้เห็นว่าเรื่องไหนส่งผลจริงกับธุรกิจ เรื่องไหนกระทบการเงิน และที่สำคัญคือ ตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ได้หรือไม่

แต่ถึงอย่างนั้น มันไม่ใช่การตัดไอเดียทิ้ง แต่เป็นการบอกว่า ถ้าอยากทำให้สำเร็จ จะต้องเลือกและโฟกัสให้ถูกจุด “เพราะความยั่งยืนไม่ใช่การทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการทำเรื่องที่สำคัญที่สุดให้ได้ผลจริง” คุณสุดารัตน์ว่า

ก่อนหน้านี้ทีมงานมูลนิธิไทยคมก็ได้มีโอกาสดีๆ ที่เชิญคุณสุดารัตน์และทีมงาน SC Asset มาร่วมแชร์ประสบการณ์และให้ความรู้ในพาเนล ‘Build Forward’ SC Sustainable Development ช่วง Panelist : Sharing Case Study การส่งคุณค่าให้กับ stakeholders ในงาน DREAMABLE Meetup 2025 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เชื่อว่านอกจากได้ฟังประสบการณ์การทำงานของทีม SC Asset แล้ว ก็ยังได้รับพลังใจในการริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ไม่ต่างกัน

สำหรับคุณสุดารัตน์มองว่า เด็กและเยาวชนไทยมีศักยภาพและพลังในการเรียนรู้ในระดับสูง พวกเขากล้าลอง กล้าเสี่ยง และไม่กลัวความผิดพลาด แต่สิ่งที่อาจจะยังขาดคือ ‘ประสบการณ์’ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถเรียนรู้เพื่อต่อยอดได้ในอนาคต และสิ่งนี้ไม่มีทางลัด ต้องใช้เวลาเพื่อสะสมและลองผิดถูกอยู่เสมอ

คำที่เธออยากฝากให้กับเด็กรุ่นใหม่คือ “Fail fast, learn fast – ลองให้ไว ล้มให้ไว แล้วลุกขึ้นมาเรียนรู้ไวๆ อย่ากลัวการล้ม เพราะทุกครั้งที่เราลุกได้ เราจะเก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น”

เมื่อถามว่าความยั่งยืนในมุมของเธอคืออะไร เธอตอบโดยไม่ต้องคิดนาน “มันเริ่มจาก ‘คน’ เสมอค่ะ ถ้าเราไม่ดูแลคนของเรา ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน คู่ค้า หรือแม้แต่ลูกค้า ทุกสิ่งที่ตามมา สิ่งแวดล้อม หรือธุรกิจ ก็ไม่มีทางแข็งแรงได้” แต่เหนือสิ่งอื่นใด เธอเน้นว่า Good Governance คือรากฐานที่แท้จริง “คุณจะทำกำไรแค่ไหน สิ่งแวดล้อมจะดีแค่ไหน แต่ถ้าองค์กรไม่โปร่งใส วันหนึ่งทุกอย่างก็พังค่ะ”

เราชวนคุยต่อถึงนิยามของคำว่า ‘ธุรกิจเพื่อนาคต’ ซึ่งสำหรับผู้บริหารหญิงท่านนี้ เธอมองถึง ‘อิคิไก’ (Ikigai) หรือ 4 วงกลมที่ถามว่า

  1. อะไรคือสิ่งที่เรารัก
  2. อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดี
  3. อะไรคือสิ่งที่เลี้ยงชีพเราได้
  4. อะไรคือสิ่งที่โลกต้องการ

“ธุรกิจเพื่ออนาคต ต้องอยู่ตรงกลางของสี่สิ่งนี้” เธออธิบาย “สำหรับ SC Asset เราพยายามสร้าง Good Morning ให้กับผู้คนทุกวัน ผ่านบ้านที่ดี สุขภาพที่ดี และบริการที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้มันคืออิคิไกของเรา”

บทสนทนามาถึงช่วงท้าย เราถามว่า หากต้องสรุปบทเรียนชีวิตการทำงานตลอดมาของเธอ อยากจะฝากอะไรไว้

เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างเรียบง่ายพร้อมรอยยิ้มว่า “การรู้จักตัวเองค่ะ”

สำหรับคุณสุดารัตน์แล้ว ทุกช่วงชีวิต เธอมักเว้นเวลาสำหรับ Self-reflection อยู่เสมอ “เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร เราอาจจะเหนื่อยไปกับเส้นทางที่ไม่ใช่ของเรา การรู้จักตัวเองเป็นทั้งเข็มทิศและที่พักใจในเวลาเดียวกัน”

เรื่องราวของ คุณสุดารัตน์ เจริญเกตุมงคล สะท้อนให้เห็นว่า ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ธุรกิจ แต่คือวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีใช้ชีวิต แต่มันเริ่มต้นจากคนเล็กๆ ที่กล้าลองผิดพลาด เรียนรู้ไว และไม่หยุดหาความหมายที่แท้จริงของการมีอยู่ของตัวเอง

บทสนทนาใกล้จะจบลง แต่สิ่งที่ค้างอยู่ในใจเรา คือประโยคที่เธอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่แววตาอ่อนโยน “เป้าหมายมาก่อนปัญญา การตั้งเป้าหมายที่ถูกต้อง จะนำทางเราไปหาปัญญาที่ใช่” มันคือคำย้ำเตือนว่า ไม่ว่าเราจะอยู่จุดไหนของชีวิต บนโต๊ะประชุม ห้องเรียน หรือแม้กระทั่งเส้นทางที่ยังมองไม่เห็นปลายทาง การกล้าที่จะถามตัวเองว่า “เรามีเป้าหมายเพื่ออะไร” อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดเสมอ