ในยุคที่ทุกธุรกิจขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) และเทคโนโลยีล้ำสมัย เรามักคุ้นชินกับการนำนวัตกรรมไปแก้ปัญหาทางวิศวกรรมหรือการเงิน ทว่าบนเวทีการแข่งขัน DREAMABLE MiniHackathon ในหัวข้อ “ไสยศาสตร์ Startup” ได้เปิดมุมมองที่ฉีกกรอบออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อโลกของ “ความเชื่อ” ถูกนำมาวางบนโต๊ะผ่าตัดของคนทำงานสาย Tech
คุณภาณุวัชร์ เอกจีน หรือ “พี่แบงค์” จาก FIBO Alumni Association, KMUTT ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการข้อมูลและการบริหารโปรเจกต์เทคโนโลยี ได้นำเสนอแว่นตาอีกอันหนึ่งในการมองเครื่องรางของขลัง ไม่ใช่ในฐานะวัตถุลี้ลับ แต่ในฐานะ “Product” ที่มี User Experience (UX) และมี “Data” มหาศาลซ่อนอยู่เบื้องหลังความศรัทธาเหล่านั้น

หากเราถอดรหัสคำว่านวัตกรรม นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีที่ซับซ้อน หรือการเขียนโค้ดบรรทัดยาวเหยียดเสมอไป แต่หัวใจของนวัตกรรมคือการแก้ปัญหา (Pain Point) ให้กับผู้คน คุณภาณุวัชร์ได้ชี้ให้เห็นถึงรอยต่อระหว่างเครื่องรางยุคเก่ากับวิถีชีวิตคนยุคใหม่ว่า บ่อยครั้งที่เครื่องรางแบบดั้งเดิมมีข้อจำกัดเรื่องรูปแบบการใช้งาน อาจจะชิ้นใหญ่เกินไป พกพาลำบาก หรือมีรูปลักษณ์ที่ดูน่ากลัวและไม่เข้ากับไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน
“ในมุมที่เราจะมาปรับเป็นนวัตกรรม… ตัวโปรดักส์เหล่านั้น บางทีเราแค่ไปดีไซน์ปรับเป็นรูปแบบอื่น อย่างในปัจจุบันก็จะเรียกว่าเป็นสายการทำธุรกิจแบบ มูเทค (Mu-Tech) นวัตกรรมใหม่ๆ ที่มันจะเกิดขึ้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นแอป ต้องเป็น AI เสมอไปก็ได้ บางทีเราแค่ปรับเปลี่ยนดีไซน์ของ Product ตรงนี้ให้มันตอบโจทย์ หรือไปแก้ Pain ที่คนเขาเจอ”



ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบ (Design Thinking) ลองจินตนาการถึงยันต์กันภัยที่เคยต้องพับใส่กระเป๋าสตางค์ หากถูกนำมาออกแบบใหม่ให้กลายเป็นกำไลข้อมือมินิมอลที่ใส่เข้ากับชุดทำงานได้ นอกจากจะแก้ปัญหาเรื่องการพกพาแล้ว ยังช่วยลบเส้นแบ่งระหว่างความเชื่อกับแฟชั่น ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกปลอดภัยโดยไม่รู้สึกเคอะเขิน นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการทำ Product Transformation โดยยังคงคุณค่าหลัก (Core Value) ทางจิตใจเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน
เมื่อเจาะลึกลงไปในมิติของการจัดการข้อมูล (Data Management) คุณภาณุวัชร์ได้เสนอวิสัยทัศน์ที่แหลมคมมากในการมอง “ความศรัทธา” ให้กลายเป็น “ชุดข้อมูล” ทุกครั้งที่ผู้คนเดินเข้าวัดไปกราบไหว้ขอพร หรือบูชาเครื่องรางเพื่อปัดเป่าความกังวล สิ่งที่พวกเขาเปล่งเสียงอธิษฐานออกมา แท้จริงแล้วนั่นคือ User Requirement หรือความต้องการเบื้องลึกที่สุดของมนุษย์
“การที่คนมีความกลัว มีความกังวล หรือมีความปรารถนาว่าอยากได้อย่างนู้นอย่างนี้ไปไหว้พระขอพร เราอาจจะมองสิ่งพวกนั้นให้เป็นดาต้า (Data) อย่างนึงก็ได้… เราก็เอาพวกเนี้ยไปออกแบบ Product ใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อให้แก้ปัญหาตรงนั้น สิ่งที่แต่ละคนเขาเจออยู่ได้”

หากเรามองตู้รับบริจาคหรือลานอธิษฐานเป็นเสมือน Database ขนาดใหญ่ ความกลัวและความหวังเหล่านั้นคือ Data ชั้นดีที่บอกเราว่า สังคมกำลังเผชิญกับความเครียดเรื่องอะไร เศรษฐกิจ การงาน หรือความรัก ถ้านักพัฒนานวัตกรรมสามารถเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลความเปราะบางเหล่านี้ได้ พวกเขาย่อมสามารถออกแบบบริการหรือผลิตภัณฑ์ที่เข้าไป “นั่งในใจ” และเยียวยาผู้คนได้อย่างตรงจุด
นอกจากนี้ การมาถึงของเทคโนโลยี ยังช่วยลดข้อจำกัดทางกายภาพและสร้างพื้นที่ปลอดภัยรูปแบบใหม่ คุณภาณุวัชร์ได้ยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับวัฒนธรรมการทำบุญ ในยุคที่ผู้คนไม่มีเวลาเดินทางไปวัด หรือวัดชื่อดังอยู่ห่างไกล จึงเกิดแนวคิดการทำ Digital Transformation ให้กับศาสนา ผ่านแอปพลิเคชันหรือการไลฟ์สด (Live Streaming) ที่มีตัวแทนคอยจัดเตรียมของทำบุญหรือใส่บาตรให้ โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถโอนเงินและรับชมการทำบุญนั้นได้แบบเรียลไทม์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่ารูปแบบจะเปลี่ยนไปอยู่ในหน้าจอสมาร์ทโฟน แต่ตราบใดที่มันสามารถตอบสนองกระบวนการทางจิตใจ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกอิ่มเอมและสบายใจได้ นวัตกรรมนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเฉพาะ Startup ที่เล่นกับความเชื่อและความเปราะบางของคน คุณภาณุวัชร์ได้ให้หลักการทำงานแบบ Agile คือต้องทดสอบแนวคิดให้เร็วและเริ่มจากจุดเล็กๆ (Prototype)
“เราอาจจะต้องเริ่มจากการที่เราสตาร์ทความเสี่ยงอะไรที่มันเล็กๆ แต่ว่าเราต้องทดสอบให้มันเร็ว หรือว่าเราสร้างสิ่งนึงขึ้นมาแล้ว เราต้องเอาสิ่งนั้นไปทดสอบก่อนว่าสิ่งที่เราทำขึ้นมามันเวิร์กหรือเปล่า… ในขณะที่เรามีต้นแบบ (Prototype) ขึ้นมาก่อน เวลาเราล้มขึ้นมาเนี่ยเราจะได้แก้ได้ทัน”
ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประเด็นที่สำคัญที่สุดในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ เมื่อมนุษย์เริ่มหันไปพึ่งพา AI ในฐานะที่ปรึกษาทางใจ คุณภาณุวัชร์ได้เตือนสติไว้อย่างหนักแน่นว่า AI มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มีกรณีศึกษาในต่างประเทศที่ AI ให้คำแนะนำที่ผิดพลาดจนนำไปสู่ความสูญเสียถึงชีวิต ดังนั้น
“เวลาเราใช้ AI ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เราควรมีวิจารณญาณของมนุษย์ด้วยในการตัดสินใจ ว่าสิ่งที่ AI มันตอบมามันถูกต้องหรือเปล่า มันเหมาะสมที่เราจะไปปฏิบัติจริงๆ ไหม”

บทสรุปจากมุมมองของคนทำงานสาย Tech ขยายภาพให้เราเห็นว่า นวัตกรรมทางใจ ไม่ใช่การสร้างเทคโนโลยีที่ฉลาดที่สุดเพื่อมาตัดสินใจแทนมนุษย์ แต่คือการใช้เทคโนโลยีเป็นเพียง “เครื่องมือ” ในการต่อยอดรูปแบบ จัดเก็บข้อมูลความต้องการ และช่วยอำนวยความสะดวก โดยมี “วิจารณญาณและสติของมนุษย์” เป็นผู้ควบคุมพวงมาลัยเสมอ
