ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้นจนแทบจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของมนุษย์ การตั้งคำถามว่า “เราคือใคร” อาจไม่ท้าทายเท่าการตั้งคำถามว่า “เราจะขยายขอบเขตความรู้ของเราไปได้ไกลแค่ไหน”
บนเวทีที่เต็มไปด้วยบทสนทนาว่าด้วยจุดตัดระหว่างความเชื่อและเทคโนโลยี มีมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยพลังแห่งวัยเยาว์ที่ขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างเต็มเปี่ยม นั่นคือมุมมองของ ปั๊ป-ชยภัทร อาชีวระงับโรค ผู้ร่วมก่อตั้ง Creatorsgarten, บรรณาธิการบริหาร spaceth.co และปัจจุบันยังเป็นผู้ช่วยนักวิจัยอยู่ที่ MIT Media Lab ในกลุ่มวิจัย Cyborg Psychology
เด็กหนุ่มผู้มีหมวกหลายใบคนนี้ มีกระบวนทัศน์ในการมองโลกที่น่าสนใจ เขามองทุกสิ่งรอบตัวเป็นเสมือน “ข้อมูล” ที่รอการเชื่อมโยง และแม้แต่เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ ก็ยังถูกเขาตีความผ่านเลนส์ของวิศวกรรมและเทคโนโลยีได้อย่างมีอารมณ์ขัน

เมื่อผู้สัมภาษณ์โยนคำถามสนุกๆ ว่า “ที่ MIT มีผีไหม?” ปั๊ปได้เล่าเกร็ดสั้นๆ ให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเคยมีอาจารย์แพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดินมาเล่าเรื่องลี้ลับให้ฟังว่า “ตึกเนี้ยผีเยอะนะ แต่เดินไปตึกข้างๆ เนี่ยไม่มี” เมื่อเขาหยิบเรื่องเล่าสไตล์ไทยๆ นี้ไปเล่าให้เพื่อนๆ นักวิจัยที่ MIT ฟัง แทนที่กลุ่มคนสายเทคจะตั้งคำถามเพื่อจับผิดความงมงาย คำตอบที่สะท้อนกรอบความคิด (Mindset) แบบนักสร้างสรรค์นวัตกรรมกลับกลายเป็นการระดมสมองเพื่อหาทางออกอย่างจริงจังเสียอย่างนั้น หนึ่งในนั้นเสนอไอเดียสุดล้ำว่า “ยูก็สร้าง AI ผีขึ้นมา ไปตั้งไว้ตึกนั้นแทนสิ” แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล่าติดตลก แต่สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของจิตวิญญาณแบบแฮกเกอร์ (Hacker Spirit) ที่เมื่อมองเห็นช่องโหว่ของระบบ (ตึกนี้ไม่มีผี) ก็พร้อมจะใช้เทคโนโลยีเข้าไปเติมเต็มหรือสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับพื้นที่นั้นทันที
เมื่อบทสนทนาดำเนินลึกลงไปถึงคำถามสำคัญที่ว่า อะไรคือแพสชัน (Passion) หรือแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงเบื้องหลังการทำงานที่หลากหลายของเขา? สำหรับหลายคน แพสชันอาจหมายถึงการสร้างโปรดักต์ที่สมบูรณ์แบบ แต่สำหรับนักวิจัยในสาย Cyborg Psychology อย่างเขา แพสชันคือ “กระบวนการสำรวจ” (Exploration)
“ความรู้สึกว่าแพสชันของปั๊ปคือการสำรวจครับ… รู้สึกว่ามันสนุกมากกว่าการที่บอกว่า โอเค จะสร้างโปรดักต์ดีๆ ออกมายังไง แต่มันคือการตั้งคำถามว่า มันจะไปไกลมากขึ้นได้ยังไง”
ความกระหายที่จะทลายพรมแดนของความไม่รู้นี้ สะท้อนผ่านการทำโปรเจกต์ที่น่าสนใจอย่าง “Anti Recommender” ซึ่งท้าทายตรรกะของระบบค้นหาข้อมูลที่เราคุ้นเคยอย่าง Google ตามปกติแล้ว เมื่อเราพิมพ์ค้นหาอะไร อัลกอริทึมจะป้อนคำตอบที่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวังหรือสิ่งที่เรา ‘รู้’ อยู่แล้ว แต่ระบบ Anti Recommender จะทำงานตรงกันข้าม มันจะเลือกตอบในสิ่งที่มันคิดว่าเรา ‘ไม่รู้’ ออกมาแทน

ตัวอย่างเช่น หากเราให้ระบบช่วยอธิบาย “กระบวนการทางประชาธิปไตย” แทนที่มันจะป้อนทฤษฎีหรือปรัชญาการเมืองแบบตรงไปตรงมา มันกลับจะพาเราออกนอกกรอบ ไปศึกษาเรื่อง “การวางผังเมือง” หรือ “การแพทย์” ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ศาสตร์ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยเหล่านี้ กลับสามารถเชื่อมโยงและอธิบายที่มาที่ไป ซึ่งนำไปสู่วิธีคิดทางการเมืองที่แตกต่างและลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ นี่คือความพยายามที่จะดึงมนุษย์ออกจากห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ของตนเอง
“ถ้ามองในระดับความรู้สึกส่วนตัว มันคือการตั้งคำถามว่า โอเค มีอะไรที่เราไม่รู้บ้าง แล้วเราจะทำให้เรารู้ได้ยังไง แล้วสิ่งนั้นมันน่าสนใจยังไง แล้วเราจะสามารถ Contribute (สร้างคุณค่า) ให้เรารู้ไปไกลมากกว่าเดิมได้ยังไง… จนถึงจุดนึง รู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก เวลาเราเห็นของต่างๆ คอนเนกต์ (เชื่อมโยง) กันว่า สิ่งนี้มันทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น”
การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักไม่ได้เกิดจากการมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบแยกส่วน แต่เกิดจากการมองเห็น “จุดเชื่อมโยง” (Connecting the dots) การตั้งคำถามเพื่อขยายขอบเขตความรู้ จึงเป็นการสร้างแผนที่ฉบับใหม่ให้กับมนุษยชาติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเราอยากสำรวจทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก หลุมพรางที่มักจะตามมาคือภาวะข้อมูลท่วมท้น (Information Overload) และความหลงทาง เพราะโลกนี้มีเรื่องน่าสนใจมากเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเรียนรู้ได้หมด ปั๊ปได้แชร์ “ทริก” ในการเรียนรู้ที่ทรงพลังมาก ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกคนที่กำลังหลงทางท่ามกลางความสนใจที่หลากหลาย
“ทริกหนึ่งที่ผมใช้คือ พอเราไม่สามารถดูทุกเรื่องได้ เพราะว่ามันมีของที่เราอยากดูเยอะเกินไป มันก็อาจจะต้องเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่งว่า โอเค นี่คือสิ่งที่เรา ‘รู้’ แล้ว และเราจะสามารถเขยิบจากจุดที่เรารู้ ไปสู่จุดที่เรา ‘ไม่รู้’ ได้ยังไง… มากกว่าการแค่กระโจนไปเรื่อยๆ โดยที่เริ่มจากศูนย์”
นี่คือกลยุทธ์ของการ “ขยายพรมแดนจากจุดที่ยืนอยู่” แทนที่จะกระโดดลงไปในมหาสมุทรของความไม่รู้แบบไร้ทิศทาง การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพคือการใช้ “ความรู้เดิม” เป็นสมอเรือ แล้วค่อยๆ ทอดสะพานเชื่อมต่อไปยังศาสตร์ใหม่ๆ ที่อยู่ปริมณฑลรอบนอก วิธีนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เราไม่หลงทาง แต่ยังทำให้ความรู้ใหม่ที่ได้รับมีรากฐานที่แข็งแรง

บทเรียนจากวิธีคิดของชยภัทร อาชีวระงับโรค สะท้อนให้เราเห็นว่า ในยุคที่ AI สามารถให้คำตอบได้แทบทุกอย่าง สิ่งที่มนุษย์ควรจะรักษาไว้ให้เหนียวแน่นที่สุด ไม่ใช่การท่องจำคำตอบ แต่คือ “ศิลปะในการตั้งคำถาม” การขยับจากพรมแดนของความรู้ไปสู่ความไม่รู้ และการรักษาหัวใจที่สนุกสนานไปกับการทดลอง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลก มักไม่ได้เกิดจากห้องทดลองที่เคร่งเครียดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโปรเจกต์สนุกๆ ของผู้คนที่กระหายอยากรู้ว่า “สิ่งนี้… มันจะไปได้ไกลอีกแค่ไหนกัน
