คุณเคยรู้สึกไหมว่า ‘ความเจ็บปวด’ จาก ‘ความคาดหวัง’ นั้นบางครั้งหนักยิ่งกว่าความล้มเหลวเองเสียอีก
เราอยากเป็น ‘ใครสักคน’ ที่เก่งพอ ดีพอ หรือมีคุณค่ามากพอในสายตาใครสักคน จนลืมไปว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเหมือนกัน คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจเมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2568 ระหว่างที่เราได้ร่วมกิจกรรม DREAMABLE Meetup 2025 ของค่าย TCF Dreamable (Young Innovators Camp) ที่ SC Asset ; Co Lab ชั้น 14 อาคารชินวัตรทาวเวอร์ 3 ซึ่งปิดท้ายด้วยการพูดคุยที่อ่อนโยนและลึกซึ้งอย่างยิ่งจากครูต้น-นรพันธ์ ทองเชื่อม นักจิตวิทยาและนักบำบัดที่พาเราสำรวจ ‘โลกภายในของเด็กชายก้อนแป้ง’

ในห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยผู้ฟัง ครูต้นชวนให้ลองตามดูโลกข้างในของตัวเอง โลกที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้ม ความพยายาม และความฝันที่แต่ละคนแบกเอาไว้ เขาเล่าว่าเมื่อเด็กๆ ก้าวเข้ามาทำงานหรือทำโปรเจกต์ใดๆ ก็ตาม มักจะมีความคาดหวังซ่อนอยู่เสมอ ความคาดหวังเหล่านี้ทำให้เราอยากเติบโต แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นที่มาของความเจ็บปวด
เมื่อเราโตขึ้น เรามักเริ่มสะสมสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘คำนามธรรม’ เกี่ยวกับตัวตน เช่น การเป็นที่ยอมรับ การมีความรับผิดชอบ การเป็นคนเก่ง และเราก็ค่อยๆ ใช้สิ่งเหล่านี้มาตัดสินตัวเอง ว่าเรา ‘มีค่า’ มากพอหรือไม่
วงจรของ ‘ก้อนแป้ง’ ที่ครูต้นเล่าชัดเจนและจับต้องได้ มักเริ่มต้นเมื่อเราพบปัญหาแล้วบอกตัวเองว่า “ฉันไม่ดีพอ” คำพูดเล็กๆ นี้คล้ายเมล็ดที่งอกขึ้นในใจ กลายเป็นความเครียดและกระทบทั้งร่างกายและอารมณ์ เมื่อไม่สบายใจ เรามักหาทางหนี หาทางกด หรือหาทางเบี่ยงเบน เช่นการเล่นเกม กินอาหาร ดูหนัง ฟังเพลง เพื่อบรรเทา แต่หลายครั้งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียง พฤติกรรมที่ปลอดภัย (Safety Behavior) ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้แก้ปัญหา ทั้งที่แท้จริงอาจกำลังเพิ่มน้ำหนักให้กับความเครียดโดยไม่รู้ตัว
ครูต้นยกสูตรง่ายๆ มาช่วยให้เข้าใจว่า
ความเครียด = ความคาดหวัง ÷ ความสามารถ
ยิ่งความคาดหวังสูง แต่ความสามารถยังไปไม่ถึง ความเครียดย่อมพุ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความคาดหวังเพราะมันลดลงได้ยาก แต่คือการจัดการกับความสามารถและวิธีมองตัวเองต่างหากที่เราต้องเรียนรู้ ที่สำคัญคือไม่ใช่การฝืน ‘คิดบวก’ อย่างเดียว เพราะเมื่อเราพยายามคิดบวกแต่ทำไม่ได้ ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อเก่าๆ ว่าเราไม่เก่งพอ เหมือนกับที่ครูต้นพูดอย่างจริงใจว่า “การคิดบวกไม่สำเร็จ บางครั้งเจ็บปวดกว่าเดิม”

ดังนั้นการจัดการความเครียดในแบบที่เขาเสนอไม่ใช่การปัดมันออกไป แต่คือการอยู่กับมันอย่างเข้าใจ เช่นการตั้งตัวเลขง่ายๆ ให้กับตัวเองว่า ถ้านอนกี่ชั่วโมงจึงจะผ่อนคลาย กินอะไรปริมาณแค่ไหนแล้วสบายใจ การกำหนดเชิงระบบแบบนี้ช่วยให้เราไม่ใช้แต่สัญชาตญาณในการหลบหนี แต่จัดการมันอย่างมีสติและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
เพราะเป้าหมายของการจัดการความเครียดไม่ใช่การไม่มีเครียดเลย แต่คือการ ‘เครียดให้เป็น’ ซึ่งหมายถึงเครียดในแบบที่ยังทำให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าได้ และนี่เองที่พาเรากลับมาสู่ภาพของก้อนแป้ง เพราะก้อนแป้งเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่แรก กว่าจะกลายเป็นขนมปังได้นั้นต้องผ่านการนวดที่เจ็บ ต้องรอเวลาให้ฟู ต้องเผชิญกับความร้อนจากเตาอบ ทุกขั้นตอนคือความเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดนั้นเองคือโอกาสที่จะเติบโตขึ้นเป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา “อยู่กับอารมณ์ก่อน อย่ารีบ” เขาย้ำ
เพราะถ้ารีบร้อน เราอาจไม่ทันเห็นว่าความเจ็บปวดที่มีอยู่กำลังเปิดทางไปสู่บางสิ่ง
บทสนทนาในเย็นวันนั้นไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูป แต่ฝากเอาไว้หลายประโยคที่ยังตามมาเตือนใจ เช่น “ชีวิตคือแผนหลัก แต่ด้านจิตใจอย่าอยู่นาน อยู่แค่ชั่วคราวแล้วไปต่อ” หรือ “อากาศคือโอกาสของก้อนแป้ง” หรือแม้แต่ประโยคเรียบง่ายที่ว่า “เราเครียดได้ และถ้าไม่ไหว การขอความช่วยเหลือก็ไม่ใช่ความผิดอะไร”

เมื่อเดินออกจากห้องนั้น เราอาจยังเป็นก้อนแป้งที่ไม่สมบูรณ์ แต่เราเริ่มรู้แล้วว่า การนวด การเจ็บ และการรอคอย ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต หากแบกไม่ไหวก็แบ่งเบาให้ใครสักคนที่ไว้ใจได้ และค่อยๆ เติบโตในจังหวะของเราเอง “อยู่กับอารมณ์ ยอมรับว่าเจ็บปวด แล้วเราจะโตขึ้นในแบบของเรา” เสียงครูต้นยังคงก้องอยู่ในใจ เหมือนคำตอบเล็กๆ ให้กับความคาดหวังใหญ่ๆ ที่เราทุกคนต่างมีอยู่อย่างไม่แตกต่างกันเลย
