ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลเพียงใด หรือวิทยาศาสตร์จะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ทะลุปรุโปร่งแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในดีเอ็นเอของเราเสมอมาคือความหวาดกลัวต่อความไม่แน่นอน เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ต้องเผชิญกับสภาวะที่ไม่อาจควบคุมได้ ความทุกข์และความเปราะบางทางจิตใจจะก่อตัวขึ้น และในวินาทีนั้นเอง ที่สถาปัตยกรรมทางความเชื่อและเครื่องรางของขลังได้ก้าวเข้ามารับบทบาทสำคัญในฐานะที่พึ่งพิง

ปรากฏการณ์นี้ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์อย่างลุ่มลึกบนเวที DREAMABLE MiniHackathon ผ่านมุมมองของ คุณเพิ่มพูน สานิชวรรณกุล หรือ “ครูบีร์” วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งได้ชวนให้เราลอกเปลือกความงมงายออก แล้วมองลึกลงไปถึงกลไกทางจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความศรัทธา ว่าแท้จริงแล้วเครื่องรางทำงานกับจิตใจของเราอย่างไร และเราจะใช้นวัตกรรมทางใจแบบใดเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้กับผู้คนในโลกยุคดิจิทัล
ในมิติทางจิตวิทยา จุดกำเนิดของเครื่องรางและพิธีกรรมต่างๆ ล้วนมีรากฐานมาจากความกลัวและความพยายามที่จะเอาชนะความทุกข์ ครูบีร์ชวนให้เราย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึงจุดเริ่มต้นของสภาวะนี้ โดยกล่าวว่า “ถ้ากลับไปที่แรกเริ่มเลยเนาะ มันก็น่าจะเกิดจากความกลัว ความไม่แน่นอนในชีวิต… เราไม่สามารถไปควบคุมมันได้” ลองจินตนาการถึงชาวนาในอดีตที่ไม่รู้เลยว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก ความรู้สึกไร้อำนาจนี้สร้างความทุกข์แสนสาหัส แต่เมื่อมนุษย์เริ่มสร้างพิธีกรรม บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอฝนและปกป้องผืนดิน กลไกทางจิตวิทยาจะทำงานทันที
ครูบีร์อธิบายกลไกนี้ไว้อย่างคมคายว่า “จากที่เราคุมไม่ได้ แต่พอได้บูชาอะไรบางอย่างแล้วเรามีอำนาจขึ้นมา… ทำให้คนรู้สึกว่าเราเริ่มมี security บางอย่าง… คล้ายกับหลอกตัวเองนิดๆ ว่าเออจริงๆ แล้วเราควบคุมได้จริงหรือเปล่า อย่างเงี้ยมันก็มี illusion (ภาพลวงตา) ข้างในความคิดเราเหมือนกัน” มนุษย์จะเริ่มรู้สึกว่าตนเองกลับมามีอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง ความรู้สึกปลอดภัยจึงก่อตัวขึ้น แม้ในความเป็นจริงมันอาจเป็นเพียงมายาคติแห่งการควบคุมที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมจิตใจ แต่มันก็เป็นพื้นที่พักใจที่ทำให้มนุษย์มีเรี่ยวแรงก้าวเดินต่อไปได้

ทว่าในความอุ่นใจนั้นก็มีหลุมพรางที่ซ่อนอยู่ หากเราพึ่งพาพื้นที่ปลอดภัยภายนอกมากเกินไป เครื่องรางอาจกลายเป็นพันธนาการที่ย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง ครูบีร์ได้ตั้งคำถามที่ชวนกระตุกความคิดว่า “ในที่สุดก็ต้องกลับมาที่ว่า เฮ้ย เราพึ่งพามันมากเกินไปรึเปล่า… แล้วถ้าวันนั้นเราไม่ได้เอามาล่ะ สติเราแตกหรือเปล่า” หากความมั่นใจของเราพังทลายลงเพียงเพราะลืมพกวัตถุมงคล นั่นแปลว่าเรากำลังสูญเสียอำนาจในตัวเอง แท้จริงแล้วเครื่องรางอาจเป็นเพียงเครื่องมือดึงสติในเบื้องต้น แต่ที่พึ่งทางใจอันยั่งยืนที่สุดคือตัวเราเอง ดังที่ครูบีร์เน้นย้ำว่า “เราก็ต้องกลับมามีสติ กลับมารู้เท่าทันตัวเอง เกิด self-awareness ข้างในด้วย เพื่อที่จะดูว่าที่พึ่งทางใจที่แท้จริงอะมันคืออะไรกันแน่”

การจัดการกับความเชื่อที่ฝังรากลึก จึงไม่ใช่การเดินเข้าไปหักหาญน้ำใจหรือใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ไปทำลายล้างความศรัทธาของใคร ครูบีร์ได้แบ่งปันประสบการณ์อันทรงคุณค่าจากการทำงานร่วมกับเด็กพิเศษ ซึ่งมีพัฒนาการช้าและกล้ามเนื้อปากทำงานไม่สมบูรณ์ทำให้พูดไม่ได้ ในชนบทที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงาน หน้าที่ดูแลเด็กจึงตกเป็นของปู่ย่าตายายในเจเนอเรชันเก่า ผู้ซึ่งมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า อาการเด็กไม่ยอมพูดนั้นแก้ไขได้ด้วยการนำ “เขียดมาตบปาก” แล้วสักวันเด็กจะพูดได้เอง
หากมองด้วยเลนส์ของคนยุคใหม่ เราอาจมองว่านี่คือเรื่องงมงายและอาจปล่อยปละละเลยจนเด็กพลาดโอกาสทองในการรักษา แต่ในฐานะนักจิตวิทยา การรับมือกับสถานการณ์นี้คือการผสานความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ครูบีร์เล่าถึงวิธีการรับมือว่า “บางครั้งเราก็ไม่สามารถที่จะไปห้ามเค้าได้เนาะ เพราะว่ามันเป็นความเชื่อที่มันอยู่ข้างในของเค้าแล้วก็เปลี่ยนได้ยากลำบาก… เราก็ฟอลโลว์ไปตามสิ่งที่เค้าคิดเค้าเชื่อ ขณะเดียวกันเนี่ย เราก็ต้องเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้เค้าด้วยว่า… มันจะต้องมีสิ่งที่เห็นเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยที่จะมาช่วยกันเยียวยาดูแลเด็ก” นี่คือศิลปะของการใช้นวัตกรรมทางใจที่เคารพในทุนทางวัฒนธรรมเดิม พร้อมกับเปิดประตูสู่วิธีการเยียวยาที่เห็นผลจริง โดยไม่สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในครอบครัว





เมื่อตัดภาพกลับมาที่บริบทของโลกยุคปัจจุบัน โลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โลกที่ทุกคนเชื่อมต่อกันผ่านหน้าจอ แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยกจากกันมากกว่ายุคใดๆ ครูบีร์สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้และชี้ให้เห็นว่า “การใช้ AI เนี่ยมันเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามาก มันทำให้เราจากที่เราเคย connect กัน มันห่างกันมากขึ้นเนาะ สังคมปัจจุบันเนี่ย เราอดทนน้อยลงด้วย… จิตใจเราเปราะบางมาก” ยิ่งไปกว่านั้น สังคมของเรากำลังเปลี่ยนผ่านจุดมุ่งหมายในการมีชีวิตอยู่อย่างมีนัยสำคัญ ครูบีร์ได้สรุปวิวัฒนาการทางจิตใจของมนุษย์ยุคนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “แต่ก่อนเนี้ยเราอาจจะเป็น survive (ดิ้นรนเอาชีวิตรอด) แล้วต่อมาก็แสวงหา success (ความสำเร็จ) แต่ตอนนี้มันเป็นยุคของการที่เราหา meaning ว่าเฮ้ย เราคือใครวะ… เรามี meaning ในชีวิตยังไง” คำถามเรื่องความหมายของชีวิตกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่คนรุ่นใหม่พยายามค้นหาคำตอบ ท่ามกลางสภาพจิตใจที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง
ด้วยเหตุนี้ การออกแบบนวัตกรรมทางใจ หรือ “Innovation of Mind” จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน การมีกลุ่มนักศึกษาที่ตัดสินใจทำ Digital Detox ตัดขาดจากโซเชียลมีเดียเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะดึงตัวเองออกจากกระแสธารของข้อมูล เพื่อกลับมาเชื่อมต่อกับโลกภายในของตนเองอีกครั้ง นวัตกรรมในยุคต่อไปจึงอาจไม่ใช่เครื่องมือที่ทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เราได้ระบายความเปราะบาง ได้ค้นพบสติท่ามกลางความสับสน
บทสรุปที่ลุ่มลึกที่สุดจากวงสนทนานี้คือ นิยามของผู้ที่จะอยู่รอดในอนาคต ครูบีร์ทิ้งท้ายไว้อย่างทรงพลังว่า
“คนที่จะรอดได้ในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่คนที่ไปพึ่ง AI เพียงอย่างเดียว แต่เราจะต้องกลับมาเข้าใจตัวเองและอยู่กับตัวเองได้… ถ้าน้องเข้าใจตัวเอง มี empathy (ความเห็นอกเห็นใจ) กับตัวเอง ก็จะมี empathy กับคนอื่นได้มากขึ้น”

“ไสยศาสตร์ Startup” จึงให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจสถาปัตยกรรมแห่งความกลัวและความศรัทธา เพื่อสร้างนวัตกรรมที่สามารถโอบกอดจิตใจที่บอบช้ำ ช่วยให้มนุษย์ก้าวข้ามภาพลวงตาแห่งการควบคุม กลับมาตระหนักรู้ในตนเอง และค้นพบความหมายของชีวิตได้อย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีที่ดีที่สุดก็ไม่อาจแทนที่สัมผัสแห่งความเข้าใจและการเยียวยาทางจิตใจที่มนุษย์พึงมีให้แก่กันได้เลย
