สร้างโอกาสจากวิสัยทัศน์ที่เห็นความเป็นไปได้

สร้างโอกาสจากวิสัยทัศน์ที่เห็นความเป็นไปได้
คุยกับ รศ.นพ.ยงชัย นิละนนท์ ประธานศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช (Siriraj Stroke Center)

“ในทุกความเป็นไปได้ใหม่ ๆ คุณต้องพร้อมล้มเหลวก่อนในครั้งแรก
แล้วเรียนรู้จากสิ่งนั้น ปรับปรุง แก้ไข แล้วทุกความสำเร็จจะมาในเวลาที่เหมาะสม”

แนวคิดข้างต้นคือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการสนทนากับ รศ.นพ.ยงชัย นิละนนท์ ประธานศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช (Siriraj Stroke Center) ซึ่งไม่ได้มอบแค่มุมมองทางการแพทย์ แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ถึงความสำคัญของ ‘การตระหนักรู้’ (Awareness) ต่อโรคสโตรคในระดับสังคม

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของการป้องกันก่อนการเกิดโรค ท่านจึงเป็นผู้ผลักดันโครงการต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทั้งการให้ความรู้ ดูแล รักษา และลดความเสี่ยงของโรคสโตรค เช่น ศูนย์การเรียนรู้โรคหลอดเลือดสมองศิริราช (Siriraj Stroke Learning Center), รถรักษาโรคหลอดเลือดสมองอย่างเร่งด่วนแบบเคลื่อนที่ (Siriraj Mobile Stroke Unit) และโครงการวิ่งเพื่อสุขภาพอย่าง Walk Run Bike Fighting Stroke

โครงการเหล่านี้เกิดจากความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราชและมูลนิธิไทยคม ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้าง ‘สังคมแห่งการเรียนรู้และสุขภาวะที่ยั่งยืน’

เพราะ ‘การตระหนักรู้’ ไม่ได้หมายถึงแค่การดูแลสุขภาพของเราเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงการใส่ใจและดูแลคนรอบข้าง เพื่อให้ทุกคนในสังคมไทยมีโอกาสใช้ชีวิตได้อย่างไร้กังวลจากโรคหลอดเลือดสมอง

[ ‘อายุน้อยลง พิการนานขึ้น’ สถานการณ์ที่ยังน่าเป็นห่วงของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในไทย ]

ด้วยสถิติจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ระบุข้อมูลตัวเลขที่น่าตกใจว่า “มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสูงถึง 15 ล้านคนต่อปี หนึ่งในสามของพวกเขาเสียชีวิต และผู้ป่วยที่รอดชีวิตส่วนใหญ่จะต้องทนทุกข์จากภาวะทุพพลภาพเรื้อรัง” ซึ่งในไทยเองก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันเพราะมีจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองถึง 1.88 คนต่อ 100 คน โดยเฉพาะในประชากรอายุ 45-80 ปี ซึ่งนับว่าตัวเลขของ ‘อายุ’ ค่อนข้างขยับถอยลงมาจากแรกเริ่มเดิมทีที่ผู้ป่วยส่วนมากจะเป็นผู้สูงอายุอยู่ไม่น้อย แถมมีแนวโน้มว่าจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ

“‘อายุ’ คือปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคสโตรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแต่ยังพอควบคุมได้ จะมีเรื่องของการดูแลสุขภาพ ทั้งการทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การออกกำลังกาย งดแอลกอฮอล์และบุหรี่

“ด้วยเทรนด์ของวิถีชีวิตในปัจจุบันที่เข้าสู่สังคมเมือง อาหารที่อร่อยและเย้ายวนใจอาจไร้ซึ่งประโยชน์ รวมถึงกัญชาก็ส่งผลต่อการเกิดโรคสโตรคเช่นเดียวกัน ซึ่งคนยังไม่ค่อยตระหนักรู้กันในส่วนนี้  

“ทั้งหมดนี้ทำให้คนเป็นโรคสโตรคกันมากขึ้น แถมมีแนวโน้มที่จะอายุน้อยลงด้วย” รศ.นพ.ยงชัยอธิบาย

เราถามท่านต่อถึงจำนวน ‘ตัวเลข’ แห่งความน่าเป็นห่วงนี้ รศ.นพ.ยงชัยได้กล่าวว่า เมื่อราว 30 ปีที่แล้ว อัตราการเกิดขึ้นของโรคสโตรคเทียบได้ประมาณร้อยละ 2 ของผู้ป่วยทั้งหมด คิดเป็นราว 1.8 พัน/1 แสนคน ซึ่งถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีข้อมูลสำรวจเชิงลึก แต่ท่านก็ยืนยันว่าตัวเลขส่วนนี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะตอนนี้เรียกได้ว่าคนที่อาจเป็นสโตรคได้นั้นไม่เพียงแค่ผู้สูงอายุ แต่ยังรวมถึงคนทุกเพศทุกวัย

“เมื่อสโตรคเพิ่มมากขึ้น คนที่เป็นโรคนี้อายุน้อยลง แปลว่าผู้ป่วยจะต้องอยู่กับความพิการนานขึ้น และนั่นอาจส่งผลเสียต่อทั้งตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ”

ท่านอาจารย์อธิบายต่อว่าโรคหลอดเลือดสมองมี 2 ประเภท คือ หลอดเลือดสมองแตก และหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งแบบตีบจะเป็นแบบที่พบเจอได้มากที่สุด และคนที่เป็นจะมีโอกาสพิการสูงมาก คิดเป็นร้อยละ 70 จำนวนผู้เสียชีวิต และมีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่อาจกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่จะสูญเสียและได้รับผลกระทบ คือ ความสามารถในการตัดสินใจ การควบคุมอารมณ์ รวมถึงการใช้ความคิดต่าง ๆ ก็จะลดน้อยถอยลงเพราะว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือน

“เมื่อเป็นสโตรคแล้ว ยังมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากขึ้นด้วยครับ เรื่องนี้เป็นความอันตรายที่ผู้คนไม่ค่อยรู้” รศ.นพ.ยงชัย

[ การรักษาด้วยการทำงานที่แข่งกับเวลา ]

“การรักษาโรคนี้คือการทำงานกับเวลา” 

รศ.นพ.ยงชัย อธิบายต่อว่าอวัยวะร่างกายที่เกี่ยวพันกับโรคสโตรคมากที่สุดคือ ‘สมอง’ ซึ่งส่วนที่สำคัญกับการทำงานของสมองมี 2 อย่างคือ น้ำตาล และออกซิเจนในเม็ดเลือด โดยที่การเกิดปัญหาหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบนั้น ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงสมองในส่วนนั้นได้ ซึ่งจะส่งผลให้สมองถูกทำลายเพราะขาดสารอาหารและออกซิเจน

“ทุก ๆ 1 นาที เซลล์สมองจะตายประมาณ 1.8 ล้านตัว และจะขยายไปเรื่อย ๆ”

ดังนั้นแนวทางสำคัญของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจึงเป็น ‘การเปิดหลอดเลือด’ ผ่านการสลายลิ่มเลือดเพื่อให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้สำเร็จ ซึ่งจะมีทั้ง 2 วิธี ได้แก่ การใช้ยาละลายลิ่มเลือดเข้าไปทางหลอดเลือดดำ และการใส่สายสวนเข้าทางหลอดเลือดแดงเพื่อดึงลิ่มเลือดที่อุดตันให้ออกจากสมอง

สำหรับ ‘การใช้ยา’ เป็นวิธีดั้งเดิมที่ทางการแพทย์ใช้มาตั้งแต่ราวปี พ.ศ.2538 โดยที่ยาตัวแรกที่ใช้คือ ‘ยาละลายลิ่มเลือด’ (rt-PA) ซึ่งถือว่าเป็นยาอันตรายในขณะนั้น ซึ่งทางแพทย์จะต้องใช้อย่างรอบคอบอย่างมาก ซึ่งหลังจากใช้มานานกว่า 30 ปีก็ได้มียาชนิดใหม่ที่ถูกผลิตคิดค้นขึ้นมาเพิ่มเติม ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยกำลังลงทะเบียนเพื่อนำยาชนิดนี้มาเข้าใช้หลังผ่านการทดสอบ และยาตัวดีมีผลดีเท่ากับหรือมากกว่าชนิดเดิม ทั้งยังมีผลกระทบข้างเคียงน้อยกว่า

อีกหนึ่งวิธีคือ ‘การใส่สายสวนเพื่อเปิดหลอดเลือด’ (mechanical thrombectomy) เข้าไปทางหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ ใส่ไปตามหลอดเลือด ส่งต่อไปที่หลอดเลือดสมอง จนถึงบริเวณที่มีการอุดตันของลิ่มเลือด เพื่อเปิดหลอดเลือดให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็มิใช่ว่าทุกเคสจะสามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ และทางทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งว่าเป็นกรณีที่เหมาะสมไหม

“การใช้ยาในการรักษาประมาณร้อยละ 15-20 ของผู้ป่วย แต่การใช้สายสวนผมคำนวณว่าทั้งประเทศอาจใช้ไม่ถึงร้อยละ 1 ที่ได้รับการรักษาเช่นนี้ ด้วยราคาที่สูง และต้องประเมินอย่างรอบคอบถึงปริมาตรเนื้อสมองที่ยังคงเหลืออยู่”

[ ถึงแม้จะท้าทาย แต่วิสัยทัศน์ย่อมทำให้เราไปได้ไกล]

เพื่อสอดรับกับจำนวนผู้ป่วยโรคสโตรคที่ยังคงมีมากขึ้น ดังนั้นวิทยาการทางการแพทย์จึงต้องพัฒนาให้เข้ากับบริบทของการเกิดโรคตามมา นอกเหนือจากยาในการรักษา ในด้านเทคนิควิธีต่าง ๆ เองทั้งการสแกนสมองด้วยวิธี CT (computer tomography) และ MRI (magnetic resonance imaging) ก็ยังคงมีการพัฒนาอยู่เสมอ 

และอีกอย่างหนึ่งที่พัฒนาจนเป็นหนึ่งในตัวอย่างของนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญก็คือ การให้บริการสาธารณสุขกับประชาชนด้วยบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านเทคโนโลยีและการสื่อสารแบบทางไกลด้วย video conference อย่าง ‘Telemedicine’

“การเกิดขึ้นของรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) ก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยการรักษาโรคหลอดเลือดสมองอย่างเร่งด่วนแบบเคลื่อนที่ ที่จะทำงานด้วความเร็วและการทำงานเชิงรุก เพื่อรักษาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว”

“จุดเริ่มต้นมาจากการที่ผมเริ่มคิดว่า เราพอจะทำอะไรได้มากกว่าการสอน การทำวิจัย และการรักษาในโรงพยาบาลไหม จนกลายมาเป็นการคิดว่า นอกไปจากกำแพงโรงพยาบาลศิริราชเราสามารถทำอะไรให้กับประชาชนได้บ้าง”

ส่วนตัวเอง รศ.นพ.ยงชัย มองว่าโรงพยาบาลศิริราชมีความพร้อมที่จะพัฒนาต่อยอดการรักษาโรคสโตรคไปอีกหลาย ๆ แง่ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ที่ทำการวิจัยอยู่อย่างเสมอ และวิสัยทัศน์ที่จะแก้ปัญหานี้ไปได้อย่างก้าวไกลและมีประสิทธิภาพ

ดังนั้นท่านจึงได้เสนอการสร้างรถ Siriraj Mobile Stroke Unit ขึ้นมา ซึ่งในช่วงแรกนั้นท่านเล่าว่ายังคงมีการคัดค้านเพราะยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่า ด้วยการลงทุนที่สูงเช่นนี้จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจริงหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเล็งเห็นถึงประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยเช่นเดียวกัน ทางมูลนิธิไทยคมจึงได้มีโอกาสเข้าไปสนับสนุนในส่วนนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม

“ถึงแม้ว่าการทำรถคันแรกจะยังไม่สมบูรณ์แบบมากนัก แต่เราก็ทดลองไปเรื่อย ๆ และถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงตอนแรก แต่ทางมูลนิธิไทยคมก็สนับสนุนอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของทุนทรัพย์ โครงการต่าง ๆ และกำลังคน ผมมองว่านี่คือโอกาสของ explorer ที่ทางเราได้ explore new of opportunity ไปด้วยกัน”

ณ ปัจจุบันนี้ ศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช มีรถโมบายล์สโตรคทั้งหมด 13 คัน และมีพื้นที่ให้บริการคือ โรงพยาบาลศิริราช, กรุงเทพมหานคร 15 เขตในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (เขตทวีวัฒนา, หนองแขม, บางบอน, บางแค, ภาษีเจริญ, จอมทอง, บางกอกน้อย, บางกอกใหญ่, ธนบุรี, ตลิ่งชัน, บางพลัด, คลองสาน, ทุ่งครุ, ราษฎร์บูรณะ และบางขุนเทียน) จังหวัดนนทบุรี 6 อำเภอ (อำเภอไทรน้อย, บางบัวทอง, บางใหญ่, ปากเกร็ด, บางกรวย และอำเภอเมือง) และรถอีก 6 คันที่กระจายตัวอยู่ตามโรงพยาบาลพระบาทสมเด็จพระยุพราช (รพร.) คือโรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่กระจายอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

อีกทั้งรถโมบายสโตรคยูนิตนี้ยังเคยได้รับรางวัล ‘Gold Medal Award’ (รางวัลเหรียญทอง ด้านผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม) และรางวัล ‘World Champion Innovation’ (รางวัลนวัตกรรมชนะเลิศระดับโลก) จากงาน WorldInvent Singapore 22+23 (WoSG) ซึ่งถือเป็นงานนวัตกรรมระดับโลกอีกด้วย ยิ่งตอกย้ำการยกระดับการรักษาโรคสโตรคในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

“ในทุกความเป็นไปได้ใหม่ ๆ คุณต้องพร้อมล้มเหลวก่อนในครั้งแรก
แล้วเรียนรู้จากสิ่งนั้น ปรับปรุง แก้ไข แล้วทุกความสำเร็จจะมาในเวลาที่เหมาะสม”

“และสุดท้ายนี้ จะต้องทำทุกอย่างอย่างยั่งยืนเพื่อให้ส่งไม้ต่อให้กับคนรุ่นใหม่ได้ และโครงการต่าง ๆ ต้องอยู่ได้โดยไม่มีเรา” รศ.นพ.ยงชัย กล่าวทิ้งท้าย