เปิดดวงตาที่ 3 บาลานซ์ “หัว” และ “ใจ” ด้วยศิลปะแห่งการตระหนักรู้ในปัจจุบัน

ในโลกยุคปัจจุบันที่เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับการไถหน้าจอเทคโนโลยี สัมผัสข้อมูลข่าวสาร และเห็นความสำเร็จของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา มนุษย์เรากำลังขับเคลื่อนชีวิตด้วย “ความคิด” หรือ “สมอง” มากจนเกินไป จนบางครั้งเราอาจเผลอสร้างกรอบเกณฑ์มาทับถมตัวเองโดยไม่รู้ตัว ปัญหานี้เป็นโจทย์สำคัญที่นำมาสู่การออกแบบเวิร์คช็อปพิเศษที่ชื่อว่า “Third Eye Awaken” โดย คุณคณิดา พุกบุญมี กระบวนการและผู้ดูแลหลักสูตรจาก The Present Haus by มูลนิธิไทยคม เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้ลองย้ายวิถีชีวิตกลับมาอยู่กับความรู้สึกและหัวใจของตัวเองอีกครั้ง

จุดเริ่มต้นของ Third Eye Awaken ปลุกพลังสร้างสรรค์จากตัวตนภายใน

เป้าหมายหลักของเวิร์คช็อปนี้เน้นการเข้าถึงตัวตนที่แท้จริง โดย คุณคณิดา พุกบุญมี ผู้ดูแลหลักสูตร ได้อธิบายถึงหัวใจสำคัญของกระบวนการนี้ไว้ว่า “เวิร์คช็อป Third Eye Awaken นี้ เราต้องการให้เยาวชนผู้เข้าร่วมได้เปิดดวงตาที่สาม โดยเราจะใช้หัวใจและความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวนำและเป็นตัวขับเคลื่อน ให้ทุกคนได้คิดต่อยอดเรื่องราวของตัวเองในกระบวนการค่ะ เราจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้กลับเข้ามาสู่ภายในใจของตัวเอง วันนี้เราจะไม่ใช้สมองหรือความคิดเลย แต่จะใช้ความรู้สึกเป็นหลัก”

กระบวนการภายในห้องเรียนจึงอบอวลไปด้วยการทำกิจกรรมศิลปะที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมได้ปลดปล่อยสิ่งตกค้างภายในออกมาอย่างเป็นอิสระ โดยคุณคณิดาอธิบายเพิ่มเติมว่า “เราสร้างผลงานศิลปะเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมนำสิ่งที่อยู่ข้างในหรือสิ่งใต้ภูเขาน้ำแข็งออกมา เป็นสิ่งที่ไม่ต้องผ่านการคิดไตร่ตรอง ซึ่งนั่นคือก้อนพลังของแพชชั่นและก้อนความเป็นตัวตนของเขาที่สามารถแสดงออกมาได้ จากนั้นเราจึงให้เขาลองประเมินหรือดูภาพเหล่านั้นว่าสื่อถึงอะไร ซึ่งผู้เข้าร่วมทุกคนสามารถให้ความหมายที่ดีมาก ๆ กับผลงานของตัวเองได้”

นอกจากการทำงานกับตัวเองแล้ว เวิร์คช็อปนี้ยังมีกิจกรรมกลุ่มที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้นำภาพมารวมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ล้วนเป็นไปในทิศทางที่ดี ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้สะท้อนสิ่งที่อยู่ภายใน และสามารถเปิดดวงตาที่สามเพื่อรับฟังตัวเองได้อย่างแท้จริง

ทำไมต้องเปลี่ยนฐานจาก “ความคิด” มาสู่ “ความรู้สึก”?

คุณคณิดาได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมที่ส่งผลต่อวิธีคิดของคนเราตั้งแต่เด็กจนโต โดยระบุว่าชีวิตเรามักถูกผูกติดอยู่กับกรอบคำว่า “ต้อง” มาโดยตลอด

“คำว่า ‘ต้อง’

นั้น อาจจะเกิดจากรากฐานของสังคมและวัฒนธรรมตั้งแต่ในโรงเรียน ที่ว่าถ้าทำดีแล้วจะสอบได้ที่หนึ่ง มีตัวชี้วัดเป็นตัวเลขและตัวชี้วัดต่าง ๆ ตลอดชีวิตของเรา เพื่อบอกว่าคนนี้เก่งที่สุดหรือคนนี้ดีที่สุด ซึ่งในโลกของศิลปะจริง ๆ แล้วไม่มีคำว่าดี สวย หรืออะไรทั้งนั้น แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะแสดงอะไรออกมา และคุณเห็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ด้วยความจริงใจมากแค่ไหน คุณมองเห็นสิ่งนั้นหรือเปล่า”

เมื่อเราเติบโตเข้าสู่วัยทำงาน กรอบสมมุติเหล่านี้ก็ยังคงอยู่และเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นระบบ KPI หรือตัวชี้วัดต่าง ๆ ซึ่งคุณคณิดามองว่าตัวชี้วัดเหล่านี้อาจทำลายทิ้งไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราจะสร้างสมดุลให้กับชีวิตอย่างไร “กรอบเหล่านั้นเป็นเหมือนเรื่องสมมุติที่มีมาจากรากฐานของสังคมและมีมานานมากจนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการทำงานเราก็ต้องเจอ KPI ทุกอย่างมีตัวชี้วัดทั้งหมด แต่เราจะทำอย่างไรให้ชีวิตของเราเกิดความสมดุล ตัวชี้วัดอาจจะยังจำเป็นต้องมีอยู่และเราอาจไม่สามารถทำลายมันได้ แต่เราจะอยู่กับคุณค่าและตัวชี้วัดที่สอดคล้องควบคู่ไปด้วยกันได้อย่างไรมากกว่า ด้วยเหตุนี้เราจึงเสริมงานด้านศิลปะเข้ามา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถบาลานซ์ชีวิตของตัวเองได้”

ศิลปะบำบัดและการรับมือกับโลกแห่ง “การเปรียบเทียบ” ของคนรุ่นใหม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ (New Generation) ที่เติบโตมาในยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ วิถีชีวิตย่อมมีความแตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด ในประเด็นนี้คุณคณิดาได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า

“คนรุ่นใหม่อาจจะมีเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะ ซึ่งสิ่งนี้อาจทำให้ห่างไกลจากคำว่า ‘ใจ’ ไปเหมือนกัน เมื่อตื่นมาเราไถหน้าจอ เห็นสิ่งต่าง ๆ เห็นคนอื่น ๆ มันทำให้เราทำงานกับสมองมากกว่า วันนี้เราจึงอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับคำว่าใจจริง ๆ ซึ่งมันจะช่วยย้ายกระบวนการคิดและวิถีชีวิตบางอย่างมาอยู่ที่ความรู้สึกมากขึ้น”

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดเมื่อเราสามารถบาลานซ์ความคิดและความรู้สึกให้เดินไปพร้อมกันได้ คือความสามารถในการปกป้องใจตัวเองจากการเปรียบเทียบในสังคมออนไลน์ “สมมติว่าเขาไปเจอกับเรื่องราวที่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ เขาก็จะกลับมาเตือนใจตัวเองได้ว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องของเขาเลย หรือไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเขาเลยก็ได้ เพราะว่าสมองมักจะคิดว่าคนนี้ดีกว่าเรา คนนั้นดีกว่าเรา แต่ใจมันจะบอกว่าไม่ใช่ ชีวิตของเขาและชีวิตของเรามันคนละเรื่องกัน ดังนั้น การบาลานซ์ความคิดและความรู้สึกจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องไปด้วยกันในคนรุ่นนี้”

Self-Awareness และการอยู่กับปัจจุบัน คำสำคัญสู่ชีวิตที่มีคุณภาพ

ในช่วงท้ายของการถอดบทเรียน คุณคณิดาได้เชื่อมโยงกระบวนการทั้งหมดเข้ากับวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยเน้นย้ำถึงเรื่อง Self-Awareness (การตระหนักรู้ในตนเอง) และ การอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นแกนหลักที่มูลนิธิไทยคมให้ความสำคัญ

“Self-Awareness ก็คือการที่เราตระหนักรู้ในตัวเราเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยมูลนิธิไทยคมจะเน้นในเรื่องของการอยู่กับปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไป บางทีในปัจจุบันเราอาจจะปล่อยใจไปอยู่กับอนาคตหรืออดีต เช่น คิดว่าที่ผ่านมายังทำได้ไม่ดีเลย หรือเรายังไม่เก่งพอ หรือคิดไปว่าในอนาคตเราจะต้องเป็นนั่นเป็นนี่ แต่ถ้าเราลองกลับมามองปัจจุบันและคอยสังเกตระหว่างทาง เราอาจจะเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ของชีวิตได้อีกมากมาย”

การฝึกพาสติกลับมาอยู่ ณ จุดปัจจุบัน จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างมีทิศทางและเปี่ยมด้วยคุณภาพ ซึ่งคุณคณิดาได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้

“เพียงแค่กลับมาอยู่ตรงนี้ มีสติ และเข้าใจตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งนี้แหละค่ะที่เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีคุณภาพจริง ๆ มากกว่าการที่เราจะเอาความคิดไปผูกไว้กับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ยิ่งเราทำงานกับตัวเองมากเท่าไหร่ ยิ่งเข้าใจว่าเราต้องการอะไรและกำลังอยู่จุดไหน มันจะไม่มีการแข่งขันหรือเปรียบเทียบกับคนอื่นเลย เราจะมีลู่ทางและเส้นทางของตัวเอง แล้วค่อย ๆ เติบโตไปได้อย่างมีคุณภาพค่ะ”