เรารู้สึกว่าเราเป็นเด็กดื้อมาตั้งแต่ตอนแรกที่อยู่ชั้นประถม
หรือว่าอนุบาลเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าเราชอบคิดอะไรแปลก ๆ ดังนั้นการขบถของเรามันอาจจะไม่ได้เป็นการขบถที่ว่าจะต้องเป็นการเถียงผู้ใหญ่ แต่เรารู้สึกว่าทุกครั้งที่มันเกิดอะไรขึ้นมา เราจะมองมันอีกมุมนึง คือมองมุมกลับ เช่น ถ้าเกิดว่ารถมันขับถอยหลังมันจะเป็นยังไง หรือว่าถ้าเก้าอี้เอาไว้นั่ง แล้วทำไมเรานั่งบนโต๊ะไม่ได้ อันนี้คือโมเมนต์ของความขบถของเราที่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเด็ก พอสุดท้ายแล้วเราก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคม วัฒธรรมต่าง ๆ
บทสัมภาษณ์ของ เติ้ล ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง, บรรณาธิการบริหารสื่อออนไลน์ Spaceth.co และเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของกลุ่ม Creatorsgarten

สิ่งที่ทำให้เราเริ่มต้นมีวิธีคิดแบบขบถ คือการที่เราสังเกตธรรมชาติ เราสังเกตสิ่งรอบตัว เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ชอบสังเกต ชอบมองว่าสิ่งนี้มันทำงานยังไง โทรทัศน์มันทำงานยังไง คอมพิวเตอร์ทำงานยังไง เก้าอี้ทำงานยังไง แล้วถ้าเก้าอี้มันไม่ได้เป็นในรูปแบบแบบนี้ เราจะอยากนั่งอยู่รึเปล่า เรารู้สึกว่าการสังเกตแบบนี้ครับ มันทำให้เราเริ่มต้นมีความคิดที่มันอาจจะแตกต่างจากสิ่งที่สังคมบอกเรา หรือว่าสิ่งที่คู่มือของเก้าอี้อันนั้นบอกเรา
เราเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการประกอบสร้างเด็กคนนึงให้มีความคิดที่สร้างสรรค์ แปลก และไม่เหมือนใคร คือการที่เค้าได้เข้าถึงทรัพยากรที่มันเป็นความรู้ เช่น การได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรือว่าการได้เข้าถึงหนังสือต่าง ๆ เพราะว่าตั้งแต่ตอนเด็ก เราก็สังเกตตัวเองเหมือนกันว่าเราเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะมาก นอกจากการสังเกตธรรมชาติที่มันเป็นสิ่งรอบตัวแล้ว เราก็จะสังเกตสิ่งที่มันอยู่ในหนังสือ เราก็พยายามอ่านหนังสือแล้วก็เอาความรู้ต่าง ๆ ที่อยู่ในหนังสือกับโลกของความเป็นจริงมาประกอบเข้าด้วยกัน เราก็จะเริ่มเห็นวิธีการมองโลกของคนอื่น ซึ่งสิ่งนี้น่าจะเป็นตัวที่ขับเคลื่อนให้คน ๆ นึงมีความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้
เราชอบคำว่า “พื้นที่ปลอดภัย” เพราะว่ามันทำให้เราได้คิด คือมันจะตรงกับคำว่า Sandbox
ก็คือเป็นพื้นที่หรือกระบะทรายให้เด็ก ๆ สามารถที่จะเล่นอะไรต่าง ๆ ได้ หกล้มได้ สามารถพลาดได้โดยที่มันไม่ถึงแก่ชีวิต ซึ่งเราเองก็รู้สึกว่าเราต้องการพื้นที่ที่เป็น Safe Zone หรือ Sandbox ในสังคม ไม่ใช่กับแค่เด็ก แต่กับผู้ใหญ่ วัยรุ่น เยาวชนต่าง ๆ ให้เค้าได้ลองทำในสิ่งที่เค้าอยากทำ เพราะว่าอย่างตัวเราเองมีประสบการณ์ในด้านของการทำ Spaceth ขึ้นมา ที่เป็นสื่อออนไลน์ด้านอวกาศ ตอนนั้นเราก็คิดว่าพื้นที่ตรงนี้ในประเทศไทย พื้นที่บนโลกอินเทอร์เน็ตมันเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย แล้วเราสามารถพลาดได้ เราไม่จำเป็นต้องเอาเงินมาลงทุนเยอะแยะมากมาย แล้วถ้าเราทำไม่สำเร็จเราจะต้องแบบจบสิ้นแล้วชีวิตนี้ เราก็เลยมองว่าการที่เทคโนโลยีมันเข้ามามันนำมาซึ่ง Safe Zone ที่มันกว้างใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มันก็คืออินเทอร์เน็ต จะสังเกตว่าคนใช้อินเทอร์เน็ต คนใช้เทคโนโลยีทำอะไรหลากหลายอย่างเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นลองเปิดร้านค้าออนไลน์ ลองทำคอร์สออนไลน์ ลองสร้างเว็บไซต์แบบนี้ขึ้นมา อันนี้ก็น่าจะเป็นนิยามของคำว่า Safe Zone สำหรับเติ้ลครับ


พอเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความอยากที่จะรับความเสี่ยงมันลดลง เพราะว่าเรามีความรับผิดชอบเยอะแยะมากมาย ตั้งแต่เรื่องครอบครัว ตัวเอง ฐานะทางเศรษฐกิจ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าสิ่งที่ที่เติ้ลมองว่ามันจะมาช่วยตรงนี้ก็คือการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือว่ากลุ่มประชาชน มาร่วมกันทำพื้นที่อะไรบางอย่างขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนสามารถที่จะใช้พื้นที่ตรงนี้ แล้วเป็น Safe Zone และลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น ถ้าคุณอยากเปิดร้านค้าขึ้นสักร้านนึง หรือคุณอยากทำสื่อออนไลน์ขึ้นมาสักสื่อนึง รัฐหรือว่ากลุ่มที่เป็น Citizen ก็น่าจะต้องเข้ามาสนับสนุนตรงนี้ หรืออย่างน้อยมีเครื่องมือหรือมีพื้นที่อะไรบางอย่างให้คนได้เข้ามาลองเล่น ซึ่งสุดท้ายแล้วก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราน่าจะต้องทำพื้นที่ที่มันลดความเสี่ยงจริง ๆ แต่สุดท้ายแล้วที่ทำไปมันไม่ศูนย์เปล่า มันเกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นกับประเทศ สังคม น่าจะเป็นสิ่งที่มันคุ้มค่าแก่การลงทุนที่สุด

วันนี้ก็มาทำกิจกรรมที่ชื่อว่า How to learn Almost Anything 2 เพราะว่าครั้งแรก กลุ่ม Creatorsgarten จัดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมานะครับ แต่ว่ารอบนี้ก็อยากที่จะหยิบกิจกรรมนี้ขึ้นมาจัดอีกครั้งนึงร่วมกับมูลนิธิไทยคม แล้วก็งาน Learning Festival ของทาง TK Park งานนี้ก็พาเด็ก ๆ หลากหลายอายุมาก มีตั้งแต่น้อง ๆ ประถมไปจนถึงพี่ ๆ มหาวิทยาลัย มาเรียนรู้ร่วมกันเพื่อพยายามที่จะใช้จินตนาการของตัวเองในการสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา ซึ่งคำว่าสร้างที่ว่ามันอาจจะไม่จำเป็นจะต้องเป็นสุดยอดนวัตกรรม หรือว่าเข้ามาทำ Startup กัน แต่ว่ามันคือการใช้กระบวนการเรียนรู้ที่เราสนใจ ก็คือกระบวนการ 4P ซึ่งกระบวนการนี้มันมีความสำคัญตรงที่ว่าพี่ ๆ ที่ทำกลุ่ม Creatorsgarten ขึ้นมา ทุกคนล้วนประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ประสบความสำเร็จในชีวิตหรือว่ามีเงินทอง ร่ำรวย แต่ว่าประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้ที่สามารถที่จะเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

คำว่า How to learn Almost Anything ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคลาสนึงใน MIT Media Lab ที่ชื่อว่า How to make Almost Anything คือเค้าสามารถที่จะสร้างอะไรก็ได้ สร้างแบคทีเรียที่ร้องเพลง หรือว่าจะสร้างเครื่องควบคุมความฝันก็ได้ ในฐานะที่พวกเราอยู่ในประเทศที่จริง ๆ แล้วมีทรัพยากรไม่ได้น้อยเลย สามารถที่จะเรียนรู้ มองทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ได้ เราก็เลยอยากที่ปลูกฝังแนวคิดนี้ว่า จริง ๆ แล้วเราสามารถที่จะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างในการเรียนรู้ได้ แล้ววคำว่า How to learn Almost Anything มันก็คือคำนิยามของสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ว่า เราไม่ได้มองว่าความรู้ต้องหาได้ในห้องเรียนหรือในหนังสือเท่านั้น การที่มานั่งเล่นเลโก้กัน อาจจะทำให้เราคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ การที่เราได้คุยกับเพื่อน ๆ ต่างวัย ได้คุยกับพี่ ๆ กับน้อง ๆ น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้เราสามารถมีความคิดสร้างสรรค์อะไรบางอย่างขึ้นมาได้ อันนี้คือนิยามของคำว่า How to learn Almost Anything ของเราครับ
กิจกรรมนี้น่าจะเป็นหนึ่งกิจกรรมที่เราสามารถทำได้ เพื่อขับเคลื่อนสังคมของเรา แล้วก็กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่กับเยาวชน แต่ว่ากับทุกคนที่ได้เข้ามาเห็นภาพว่า จริง ๆ แล้วทุกคนสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ของตัวเองขึ้นมาได้ ดังนั้น Impact ที่เติ้ลอยากให้มันเกิดขึ้น คืออยากที่จะให้ภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ภาคประชาชน เห็นถึงความสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ แล้วก็มาช่วยกันทำกิจกรรมในลักษณะนี้ ให้เกิดขึ้นอีกเยอะ ๆ ในสังคมของเรา เพื่อให้ประเทศของเราเจริญไปข้างหน้าได้ครับ
