ถ้าจะให้ผมพูดว่าผมชอบอะไร ผมคงมีเรื่องที่ชอบเป็นสองร้อยเรื่อง ซึ่งมันก็เป็นปัญหาสำหรับผมเหมือนกัน เพราะเวลาของเรามีจำกัด แต่เรามีสิ่งที่เราต้องการทำไม่จำกัด โจทย์ของผมก็เลยเป็นว่า “เราควรจะโฟกัสกับเรื่องไหน”
บทสัมภาษณ์ของ ปั๊บ ชยภัทร อาชีวระงับโรค บรรณาธิการบริหาร Spaceth.co และผู้ร่วมก่อตั้ง Creatorsgarten

ผมเริ่มสนใจคอมพิวเตอร์ในช่วง ประถมปลาย เพราะผมรู้สึกว่าคอมพิวเตอร์เหมือนเชื่อมต่อหลายศาสตร์ อย่างเช่น เราสามารถเอาคอมพิวเตอร์ไปใช้กับงาน Biology ได้ ซึ่งผมก็ชอบ ผมก็อยากไปขุดไดโนเสาร์ ผมเคยเห็นงานวิจัยที่เอาคอมพิวเตอร์ไปจำลองการเคลื่อนที่ของไดโนเสาร์ หรือว่าเอาไปทำเรื่องนาฏศิลป์หรือศิลปะก็ได้ แล้วก็เริ่มมาหัดเขียนโปรแกรมในช่วงมัธยมต้น หลังจากนั้นก็เลยมีพื้นฐานเป็นการเขียนโปรแกรมและสิ่งที่ทำก็คือการเอาเรื่องนี้ไปต่อยอดกับอย่างอื่น
มีหลักการหนึ่งที่พวกเราที่ Creatorsgarten ชอบมาก คือ 80:20 คือการเอาสิ่งของที่ตัวเองทำเป็นอยู่แล้ว 80% ไปค้นหาอไรใหม่ ๆ อีก 20 % แล้วหลังจากนั้นเราก็จะมีพื้นฐานว่าเรารู้ว่าเราจะทำอะไร เราเอาสิ่งที่เราทำได้ไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แล้วเราก็จะได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย อย่างเช่นตอนที่ผมทำ MESSE ที่ทำ DNA Storage คือใช้ DNA มาเก็บข้อมูลแทนได้ไหม ก็เป็นการเอาเรื่องที่ตัวเองรู้ไปประยุกต์กับความรู้ด้าน Biology เอามาสร้างเป็น Algorithm ที่เอาไว้เก็บข้อมูลใน DNA
เรื่องที่ทำให้ผมสามารถไปได้ถึงขนาดนี้ มี 2 อย่าง คือ หนึ่งเราต้องรู้ว่าตัวเราเองจะทำอะไรดี เหมือนตัวอย่างที่ทำ MESSE ในช่วงที่เริ่มต้น แล้วไอเดียยังไม่แข็งแรง ก็มีพื้นฐานมาจากการที่ผมมีความสนใจเรื่องการเขียนโปรแกรม ซึ่งในตอนนั้นผมก็มีความสามารถในการเขียน Algorithm อยู่พอดี แล้วก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ทำเรื่อง Bio อยู่พอดี ก็เลยมาประกอบกันเป็นไอเดียที่น่าจะทำได้ แล้วเราก็น่าจะได้เรียนรู้ด้วย ก็เลยเกิดเป็นโครงงานนี้ขึ้นมา






ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ต้องยอมรับว่าโชคมีผลระดับหนึ่ง ผมรู้สึกว่า โชค มันนำมาซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดี ที่เราส่งเสริมให้ใครได้ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง สิ่งที่ Creatorsgarten อย่างเป็นคือ จะทำอย่างไรให้เป็นพื้นที่ที่ช่วยสนับสนุนให้ใครที่อยากทำอะไรก็ได้มาเจอกัน ซึ่งผมรู้สึกว่าโชคดีที่ได้อยู่สภาพแวดล้อมแบบนี้มาตลอด ก็เลยอย่างทำให้คนอื่นมีพื้นที่แบบนี้เหมือนกัน
ซึ่งถ้าเรามี “Mentor” ที่สามารถให้คำแนะนำได้ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้รู้ในทุกเรื่องที่เราสนใจ แต่เขาพอแนะนำได้ว่าถ้าสนใจเรื่องนี้เราควรลองทำอะไร ผมรู้สึกว่าการที่เรามีคนเป็นเป็นที่เราสามารถพูดคุยกันได้ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ยังมีอีกประเด็นคือเรื่อง “PEERS” หรือว่าเพื่อน เป็นคนรอบตัวที่พร้อมจะช่วย เพราะว่าถ้า Creatorsgarten มีแค่ผมคนเดียวกับ Mentor อีกแค่คนสองคน แต่ว่าไม่มีคนรอบข้างที่มาทำด้วยกันโครงงานที่จะทำมันอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ “Signal” หรือสัญญาณอะไรบางอย่างที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ เหมือนการที่เราอยู่กับระบบแบบเดิม ๆ เราก็จะได้เรียนรู้แต่เรื่องที่อยู่ในกรอบอันนั้น แต่ถ้าเราได้มีตัวกระตุ้นใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น อยู่ดี ๆ เราที่อยู่ในวงการโปรแกรมเมอร์แล้วได้ไปเจอคนจากวงการศิลปะ การได้เจอกับผู้คนจากวงอื่น ๆ อาจจะพาให้เราไปได้ไกลกว่าที่เราอยู่ในตอนนี้ก็ได้ ซึ่งผมก็รู้สึกว่าทั้ง 3 อย่างนี้ก็ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เราได้ ซึ่งสำหรับส่วนตัวผมมันอาจเกิดจากโชค แต่มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนคนอื่นต่อไปด้วยได้
จากประสบการณ์ที่ผ่านมามันสนับสนุนให้เราอยากทำอะไรที่มันสุดไปมากกว่านั้น อย่างตอนกีฬาสีประถมผมก็รู้สึกว่ามันสามารถไปไกลได้มากกว่านี้ หรือว่าช่วง ม.ต้น ที่เพื่อน ๆ ก็แข่งกันเพื่อนไปเรียนต่อ ผมกลับอยากทำอะไรใหม่ ๆ เป็นของตัวเองก็เลยหัดเขียนโปรแกรม ซึ่งผมรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผม มันอาจจะเริ่มจากการตั้งคำถาม อย่างเราตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันทำได้แค่นี้จริงไหม หรือมันมีอะไรที่มากกว่าสิ่งที่เราเห็นแค่รอบตัวไหม เราอาจจะไปเปิดโลกอะไรใหม่ ๆ รอบตัวของเราได้บ้าง
รู้สึกว่าการตั้งคำถามของเรามันถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะครอบครัว หรือว่ามีพี่คนหนึ่งที่บอกว่าให้เราลองตั้งคำถาม และการที่เราอยู่ในสถานที่ที่อำนวยให้เราเกิดการตั้งคำถามได้นะ ไม่ใช่พอเราตั้งคำถามแล้วโดนตี หรือการที่เราได้ไปเจออะไรที่เจ๋งมาก ซึ่งมันอาจจะอยู่นอกวงของเรา เหมือนตอนเราประถาม แล้วถ้าใครไม่เคยออกไปนอกโรงเรียนมากก่อนเราก็จะรู้สึกว่าโรงเรียนเป็นโลกทั้งใบหรือเปล่า แต่พอเราได้ลองไปอ่านหนังสือ ชมนิทรรศการ หรือการได้ไปพบบุคคลเจ๋ง ๆ มันก็อาจจะทำให้เราเกิดการตั้งคำถามมากขึ้น

เวลาที่เราคุยกับคนอื่นเวลาเราจะจัดอะไรที่เข้าใจยากในไทย เราจะชอบบอกว่า เราอยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นที่ไทยบ้าง เราอยากให้คนมาเจอกัน เราอยากสร้างสภาพแวดล้อมแบบนี้ แต่ว่าในระดับส่วนตัวมันก็ทำให้เราได้ค้นหาอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย อย่างเช่นตอนที่เราเริ่มจัดงานในปีที่แล้วคือ เราอยากคุยกับคนฝั่ง Biology แบบลึก ๆ กว่านี้จังเลย แต่เราก็ไม่รู้ว่าเราจะทำอย่างไรดี เลยจัดเป็นกิจกรรมขึ้นมาเพื่อชวนเขามาทำความรู้จักกันให้มากขึ้น เราพูดว่าเราทำให้ค้นรอบตัวได้เรียนรู้โลก ซึ่งในขณะนั้นคนรอบตัวก็หมายถึงตัวเราด้วย
เมื่อก่อนเราเคยจัดงานที่รวมเอาคนที่สนใจในเรื่องเดียวกันมารวมกัน เมื่อก่อนพวกเราคือคนสายโปรแกรมเมอร์มาก ๆ มารวมกัน มาจัดงานแข่งเขียนโปรแกรมด้วยกัน พอจัดกันไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับหนึ่งเราก็รู้สึกเหมือนกับเรากำลังวนอยู่ในอ่าง เรารู้สึกว่ามันน่าจะไปได้สุดกว่านี้ เรามีคนที่พร้อมจะเรียนรู้แค่ยังขาด Signal ว่าเราไปทำอะไรใหม่ ๆ ดีกว่า เราก็เลยเริ่มทำกิจกรรมแบบแปลก ๆ ที่รวมเอาคนนอกสายมาเจอกัน มาสร้างสัญญาณใหม่ ๆ ให้เราได้ไปเจอกับอะไรใหม่ ๆ
เวลาที่ผมรู้สึกว่าเรามีอะไรหลายอย่างที่อยากทำ แต่เราไม่สามารถทำทุกอย่างไปพร้อมกันได้ ผมก็เลยมองว่าหลายคนก็พยายามหาตรงกลางที่เป็นเหมือนสารตั้งต้นของตัวเองในการจะเรียนรู้อะไรสักอย่าง เลยรู้สึกว่าถ้าเราถอยหลังกระบวนการเรียนรู้จากความสนใจ อย่างการเขียนโปรแกรมของผมกับพี่ภูมิ ลองถอยกลับไปหาอะไรที่เรามีเหมือน ๆ กัน เราก็จะพบว่ามันเป็นเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ว่า คนเราคนหนึ่งจะเรียนรู้ได้อย่างไร ถ้าเราอยากเรียนรู้เรื่องหนึ่ง เราจะแค่ไปเรียนในห้องเรียนไหม หรือว่าเราจะมีวิธีการเรียนรู้อย่างอื่น เมื่อการเรียนรู้มันไม่ได้จบที่มีคนมาสอนแล้วบอกว่าเรานั่งฟัง หรือว่าอ่านหนังสือ มันอาจจะหมายถึงว่า ถ้าเราทำโครงงาน ก็อาจจะเป็น Constructionism มันอาจจะทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ มากขึ้น และมันก็อาจไปช่วยสนับสนุนสิ่งที่เราทำอยู่มันไปไกลมากขึ้นได้เรียนรู้มากขึ้น จึงเป็นที่มาของชื่องาน How to Learn Almost Anything ซึ่งคำว่า Learn ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะสอนทุกคนเขียนโปรแกรม หรือสอนวาดรูป แต่เรากำลังจะบอกว่าเราจะเรียนรู้เพื่อที่จะไปทำสิ่งนั้นได้อย่างไร ก็เหมือนเป็นรากฐานที่เราจะได้ไปต่อยอดอะไรได้อีกมาก
